ข่าวกีฬาภาษาอังกฤษ

ไม่ล้มแผน!บาเยิร์นเตรียมหวนล่าซาเน่ช่วงตลาดเปิดม.ค

เดอะ ซัน สื่อของอังกฤษ ตีข่าว บาเยิร์น จะหวนไล่ล่าลายเซ็นของ ลีรอย ซาเน่ ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ แต่ฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ก็ยังไม่คิดที่จะลดค่าหัวที่ตั้งเอาไว้ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน จะกลับมาเดินแผนล่าตัว ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของประเทศอังกฤษ เดิมที ซาเน่ ถือเป็นเป้าหมายในการเสริมทัพอันดับต้นๆ ของ บาเยิร์น ในตลาดช่วงซัมเมอร์ที่เพิ่งปิดตัวลงไป หลังจากพวกเขาจำเป็นต้องการปีกฝีเท้าดีมาทดแทนการบอกลาทีมไปของ อาร์เยน ร็อบเบน กับ ฟร้องค์ ริเบรี่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจให้ แมนฯ ซิตี้ ยอมขายเขาได้ ซ้ำร้ายแข้งวัย 23 ปี ยังมาได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจากเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ จนอาจจะต้องพักเป็นเวลานานอีก เรื่องดังกล่าวทำให้ บาเยิร์น ล้มแผนล่าตัว ซาเน่ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันไปยืม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กับ อิวาน เปริซิช มาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังสนใจที่จะเอา ซาเน่ มาเสริมแกร่งอยู่ และจะพยายามดึงเขามาร่วมทีมให้ได้อีกครั้งในตลาดช่วงหน้าหนาว อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่คิดที่จะปล่อย ซาเน่ ออกไปถูกๆ แต่อย่างใด หลังจากพวกเขาตั้งค่าหัวของอดีตแข้ง ชาลเก้ 04 เอาไว้ถึง 145 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,510 ล้านบาท) โดยฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ยังหวังว่า ซาเน่ จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมด้วย จากการที่ข้อตกลงฉบับเดิมจะหมดอายุลงในปี 2021 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เบลโวยไม่แฟร์ถูกมองเป็นแพะที่เรอัลมาดริด

แกเร็ธ เบล ปีกดาวดัง เรอัล มาดริด ชี้ไม่แฟร์เลยสำหรับตนที่ถูกยัดเยียดความเป็นแพะ แย้มอยากเข้าไปเคลียร์ปัญหาต่างๆ กับสโมสร แกเร็ธ เบล ปีกความเร็วสูงของ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก ลา ลีกา สเปน เชื่อว่า เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมสำหรับตน ที่ถูกมองเป็นแพะรับบาปที่สโมสรในช่วงที่ทีมมีผลงานน่าผิดหวังนับมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สตาร์ทีมชาติเวลส์วัย 30 ปี เกือบได้เก็บข้าวของย้ายไปค้าแข้งที่จีนกับ เจียงซู ซู่หนิง หลังจากที่รู้ว่าไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของกุนซือ ซีเนดีน ซีดาน อย่างไรก็ตาม บอร์ดบริหาร “ราชันชุดขาว” ไม่ยอมเปิดไฟเขียวให้ดีลดังกล่าวเกิดขึ้น และสุดท้ายฤดูกาลนี้ เบล ก็ได้สตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมลีกทั้ง 3 นัด และทำไปแล้ว 2 ประตู “ผมเข้าใจดีว่า ผมถูกมองเป็นแพะรับบาปมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งผมก็ต้องทำใจยอมรับ ถึงแม้มันดูไม่แฟร์เลยก็ตาม ช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้วเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก ไม่ใช่แค่กับผมคนเดียว และกับทีมด้วย” “ผมจะไม่พูดว่า ผมลงเล่นอย่างมีความสุข แต่ผมก็ต้องลงเล่น เมื่อผมเล่นอยู่ในสนาม ผมมีความเป็นมืออาชีพมากพอ และพร้อมที่จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทีม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นให้สโมสรหรือทีมชาติ” “ผมมั่นใจเลยว่า มันจะต้องมีความวุ่นวายมากกว่านี้อีก ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเข้าไปคุยกับทางสโมสร มันเป็นเรื่องระหว่างผมกับพวกเขา เราจำเป็นต้องหาบทสรุปร่วมกันให้ได้” อดีตดาวเตะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เปิดใจกับ สกาย สปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำเมืองผู้ดี ทั้งนี้ เบล ลงเล่นให้ เรอัล มาดริด ไปแล้ว 234 นัด ทำได้ 104 ประตู นับตั้งแต่ย้ายมาจาก “ไก่เดือยทอง” เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2013 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

คนละโลก!โอเว่นรับไม่ซี้กับเบ็คแฮมตอนอยู่มาดริด

ไมเคิ่ล โอเว่น ระบุ ตนไม่ได้สนิทกับ เดวิด เบ็คแฮม มากเท่าไหร่ในตอนที่พวกเขาอยู่กับ เรอัล มาดริด พร้อมชี้ ตอนนั้นตนกับ เบ็คแฮม ต่างกันคนละขั้ว ไมเคิ่ล โอเว่น อดีตกองหน้าคนดัง เปิดเผยว่าสมัยที่อยู่กับ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน ตนไม่ได้สนิทกับ เดวิด เบ็คแฮม เลย แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนอังกฤษเหมือนกันก็ตาม แถมยังให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าห่างเหินกันมากกว่าเดิมด้วย หลังจาก เบ็คแฮม ย้ายไปอยู่กับ เรอัล ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2003 แล้วนั้น โอเว่น ก็มาเล่นกับ “ราชันชุดขาว” ในอีก 1 ปีให้หลัง แต่ในฤดูกาล 2004-05 พวกเขาก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จได้ ก่อนที่ โอเว่น จะโดนปล่อยให้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2005 โอเว่น กล่าวใน รีบู้ท – มาย ไลฟ์, มาย ไทม์ หนังสืออัตชีวประวัติเล่นใหม่ของตัวเองว่า “ถึงแม้ว่าเราจะได้อยู่บ้านหลังที่ใกล้กับ เดวิด และ วิคตอเรีย เบ็คแฮม รวมถึงเป็นครอบครัวชาวอังกฤษ 2 ครอบครัวที่ต้องใช้ชีวิตในต่างแดนด้วยการอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ทั้งพวกเขาและพวกเราต่างก็ไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่” “การที่ทั้ง หลุยส์ และ วิคตอเรีย ต่างก็เป็นคนที่ค่อนข้างชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว และต้องดูแลเด็กที่อายุยังน้อย มันก็ทำให้ทั้งคู่ได้เจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง โดยเป็นตอนที่พวกเราซ้อมกัน ระดับของมิตรภาพมันอยู่แค่นั้น ซึ่งที่จริงนี่ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าตอนที่เราอยู่ที่ มาดริด ด้วยกันน่ะ เดวิด กับผมเองก็แตกต่างกันมากกว่าครั้งไหนๆ เลย” “ผมน่ะไม่ชอบใส่อะไรที่มันเก๋ไก๋มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และไม่ใช่พวกที่ชอบไปสังสรรค์กับชาวบ้านชาวช่องเท่าไหร่ ในทางกลับกัน เดวิด กับ วิคตอเรีย ต่างก็เป็นคนระดับซูเปอร์สตาร์ ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นสถานะที่พวกเขาคู่ควร ถ้ามองในมุมของสังคมแล้วนั้น พวกเขาต่างกับเราชนิดอยู่คนละจักรวาลกันเลย ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองเป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนวงในของ เดวิด” เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เปิดเหตุผลมูรินโญ่ไม่ดึงฟานไดค์มาแมนยู

สื่อผู้ดีเผยเหตุผลทำไม โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ซื้อ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ มาเข้าถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทั้งๆ ที่ “ปีศาจแดง” มีข่าวสนใจนักเตะก่อน ลิเวอร์พูล เสียอีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปฎิเสธที่จะแข่งกับ ลิเวอร์พูล ในการดึง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ มาเสริมทัพ เนื่องจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ต้องการคว้าเซนเตอร์แบ็กในเวลานั้น ตามรายงานจาก ดิ อินดิเพนเดนต์ สื่ออังกฤษ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา ฟาน ไดค์ ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 ด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,775 ล้านบาท) ก่อนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รางวัลส่วนตัวอย่างมากมาย และล่าสุดก็เพิ่งคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี 2019 ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อินดิเพนเดนต์ เผยว่า ฟาน ไดค์ เกือบไม่ได้ย้ายมาเล่นให้ “หงส์แดง” แล้ว เนื่องจากเวลานั้นมีชื่อ “ปีศาจแดง” ให้ความสนใจมาก่อน และมีโอกาสสูงที่จะได้ตัวไปเสริมแนวรับ หากยื่นข้อเสนออย่างจริงจังก่อน ลิเวอร์พูล กระนั้นก็ดี มูรินโญ่ ที่คุม “ปีศาจแดง” เวลานั้น ได้บอกกับสโมสรว่าไม่ต้องซื้อ ฟาน ไดค์ เนื่องจากไม่ต้องการผู้เล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก ก่อนที่ในช่วงเปิดตลาดรอบต่อมาจะอยากได้ปราการหลังอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ของ เลสเตอร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใคร จนกระทั่งโดนไล่ออกมาเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ทางการ!ทีมลีกอาร์เจนตินาตั้งมาราโดน่าคุมทัพ

กิมนาเซีย ประกาศตั้ง ดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นกุนซือคนใหม่ของทีมเรียบร้อย โดยสัญญามีผลจนถึงจบซีซั่นนี้เท่านั้น กิมนาเซีย สโมสรในลีกสูงสุดของประเทศอาร์เจนตินา ประกาศว่าพวกเขาได้แต่งตั้งให้ ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ เข้ามาเป็นเทรนเนอร์ของทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา มาราโดน่า มีปัญหาด้านหัวเข่าจนทำให้เขาต้องลาออกจากการคุม โดราโดส สโมสรในลีกระดับ 2 ของประเทศเม็กซิโกไปเมื่อช่วเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวก็รับการรักษาจนมีอาการดีขึ้นแล้ว โดยก่อนหน้านี้เขาก็สามารถเดินไปไหนมาไหนในโรงพยาบาลได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีกระแสข่าวลืออย่างหนักว่า มาราโดน่า กำลังจะไปกุมบังเหียน กิมนาเซีย โดยถึงแม้เจ้าตัวจะออกมาชี้แจงว่าไม่ได้รับข้อเสนอจากทีมดังกล่าว แต่ มาติยาส มอร์ล่า ทนายความส่วนตัวของเขาออกมาบอกเองว่า “เสือเตี้ย” จ่อจะได้ไปทำงานกับที่นั่นจริงๆ และล่าสุดมันก็มีการแต่งตั้งเขาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยที่สัญญามีผลจนกระทั่งจบฤดูกาลนี้ “ดีเอโก้ อาร์มันโด้ มาราโดน่า สตาร์ดังของโลกฟุตบอล ได้เซ็นสัญญากับเรา และเป็นโค้ชคนใหม่ของ กิมนาเซีย แล้ว โดยสัญญาจะมีผลจนกระทั่งจบฤดูกาลนี้” แถลงการณ์ของ กิมนาเซีย ระบุ ปัจจุบัน กิมนาเซีย อยู่ในอันดับสุดท้ายของลีก ด้วยผลงาน 1 คะแนน จากการลงเล่น 5 นัด ส่วนครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้ที่ มาราโดน่า ทำงานในบ้านเกิดนั้น ได้แก่การเป็นผู้ช่วยของ เดปอร์ติโบ ริเอสตร้า ระหว่างปี 2013-17 แต่ถ้านับเฉพาะในฐานะกุนซือคือการคุมทีมชาติอาร์เจนตินาในปี 2008-10 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ป็อกบา-เรอัล มาดริด ! ดีลที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยช่วงซัมเมอร์

ปอล ป็อกบา ไม่เคยปกปิดความต้องการที่จะโบกมือลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเป้าหมายคือ เรอัล มาดริด ซึ่งมีข่าวว่าอยากได้ แข้งเลือดเฟร้นช์ ไปร่วมทีมเช่นกัน และมีรายงานว่า “ราชันชุดขาว” พยายามที่จะขอซื้อนักเตะ แต่ความจริงแล้วดีลนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยก่อนตลาดพ่อค้าแข้งปิดตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่า ป็อกบา เอ่ยวาจายอมรับกับสื่อเองต้องการออกไปจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพื่อไปหาความท้าทายใหม่ และจุดหมายปลายทางก็คือเกมลา ลีกา สเปน โดยในช่วงเวลานั้น “ราชันชุดขาว” ดูเหมือนพร้อมที่จะรับเซ้งนักเตะมาร่วมทีม เพราะชื่นชอบ ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในช่วงซัมเมอร์นี้ มีรายงานออกมาอย่างต่อเนื่องจาก เรอัล มาดริด พร้อมทุ่มเงินเต็มสูบให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อพิจารณาปล่อย ป็อกบา ย้ายมาสวมชุด “ราชันชุดขาว” แต่สุดท้ายแล้วไม่ประสบความสำเร็จเมื่อการดำเนินงานต่างๆ ต้องยุติลงเพราะตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวเมื่อวันจันทร์ที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เดลี่ เมล ได้รับข้อมูลสำคัญว่า จริงๆ แล้วดีลการซื้อขาย กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ไม่เคยเกิดขึ้นเลย เนื่องจากทีมของกุนซือซีเนดีน ซีดาน ไม่เคยสนใจที่จะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดึง อดีตดาวเตะยูเวนตุส มาเล่นในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว เรื่องของเรื่องก็คือสื่อผู้ดีอ้างว่า แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมที่จะขาย ป็อกบา ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ เพราะ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อยากที่จะปล่อยนักเตะออกไปหากว่าทีมได้รับข้อเสนอจำนวนมหาศาลว่ากันว่าประมาณ 150 ล้านยูโร (ราว 5,250 ล้านบาท) เพื่อหวังนำเงินไปลงทุนกับผู้เล่นใหม่ๆ ที่ตนอยากได้มากกว่า ฉะนั้นหาก เรอัล มาดริด อยากได้ตัว ป็อกบา จริงๆ ก็ต้องยื่นข้อเสนอที่น่าพอใจเข้ามา พวกเขาก็พร้อมเปิดทางทันที ! แต่ข้อเสนอจาก “โลส บลังโกส” ไม่เคยถูกส่งเข้ามาให้ “ปีศาจแดง” พิจารณาอีกเลย เนื่องจากทีมไม่สามารถทุ่มเงินซื้อนักเตะชั้นนำด้วยข้อเสนอมหาศาลได้ เพราะพวกเขาควักกระเป๋าจ่ายค่าตัว เอแด็น อาซาร์ ให้กับ เชลซี ไปแล้วถึง 100 ล้านยูโร (ราว 3,500 ล้านบาท) ด้วยเหตุนี้เองทำให้ ป็อกบา ไม่ได้ย้ายทีมอย่างที่วาดฝันเอาไว้ และด้วยสปิริตของพ่อค้าแข้งอาชีพ เจ้าตัวก็ตัดสินใจกลับมาร่วมฝึกซ้อม และเดินทางไปอุ่นเครื่องปรีซีซั่นกับต้นสังกัด โดยในเวลานั้น โซลชา ยังกล่าวชื่นชมทัศนคติของ ป็อกบา ที่มีความเป็นมืออาชีพสูง แม้ มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์ของเขาจะพยายามกดดัน “เร้ด เดวิลส์” ให้ปล่อยตัวลูกค้าของเขาไปอยู่กับ เรอัล มาดริด อย่างที่บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ การย้ายทีมดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นเลย เพราะ เรอัล มาดริด ไม่มีงบประมาณมากพอที่จะคว้า ป็อกบา มาร่วมทัพ แม้ ซีดาน อยากได้นักเตะรุ่นน้องร่วมชาติก็ตาม แต่ด้วยค่าตัวขนาดนั้นทำให้ทีมจำเป็นต้องพับแผนทันท กระนั้นความฝันที่ ป็อกบา กับ ซีดาน จะได้ร่วมงานกันยังมีความเป็นไปได้ เพราะในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบ 2 เดือนมกราคม หรือในช่วงซัมเมอร์หน้า เรอัล มาดริด อาจจะมีงบประมาณใหม่เพื่อใช้กระชากตัวนักเตะมาร่วมทัพก็เป็นไปได้ เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ไม่ใช่แค่ ชาน ! 5 แข้งลิเวอร์พูลคิดผิดมหันต์อำลา “หงส์แดง”

หลังจากเหตุการณ์ที่ เอ็มรี่ ชาน ออกมาแสดงความไม่พอใจ ยูเวนตุส เมื่อเขาไม่ได้เป็นตัวหลักของ “ม้าลาย” ในฤดูกาลนี้ และจุดแตกหักที่สุดก็คือการโดนตัดชื่อออกจากทีมชุดลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช ต้องออกโรงจวกสโมสรอย่างรุนแรง จะว่าไปแล้วก่อนหน้านั้น ชาน คืออนาคตใหม่ของ ลิเวอร์พูล และน่าจะเป็นตัวหลักในการสร้างทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่แล้วนักเตะกลับเลือกย้ายหนีต้นสังกัดเพื่อไปเล่นแบบฟรีเอเยนต์กับ ยูเว่ เพราะเจ้าตัวคิดว่าจะยิ่งพัฒนาศักยภาพมากขึ้นหากได้สวมชุด “ม้าลาย” สำหรับตอนนี้ ชาน คงรู้สึกตัวแล้วว่าคิดผิดมหันต์ที่เลือกปัดการต่อสัญญากับ ลิเวอร์พูล เพื่อจะได้ย้ายมาเล่นกับ ยูเวนตุส เพราะหากเขาคิดให้ถ้วนถี่แน่นอนว่าการอยู่กับ “หงส์แดง” กุนซือคล็อปป์ คงเลือกให้เขาเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเกมแดนกลางของทีม อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ แข้งทีมชาติเยอรมนีเท่านั้นที่เพิ่งตาสว่างว่าตัวเองทำพลาดที่ทิ้ง ลิเวอร์พูล ไป เพราะยังมีเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคนที่ต้องพบกับชะตากรรมเดียวกัน แต่งานนี้ขอคัดแบบเน้นๆ ที่เห็นว่านักเตะคิดผิดที่ย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ เอ็มเร่ ชาน (ยูเวนตุส กรกฎาคม 2018) บางคนอาจจะพูดว่า ดาวเตะชาวเยอรมัน โบกมือลาแอนฟิลด์ และได้เล่นในบทบาทสำคัญกับ “ม้าลาย” แถมประสบความสำเร็จในฤดูกาล 2018-19 เมื่อลงสนาม 29 แมตช์ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา และ 6 แมตช์ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างไรก็ตาม หลังจากการเซ็นสัญญาครั้งสำคัญในช่วงซัมเมอร์นี้ ส่งผลให้ ชาน หลุดจากทีมตัวจริง การที่ ยูเว่ คว้าตัว อารอน แรมซี่ย์ และ อาเดรียง ราบิโอต์ มาร่วมทีม ส่งผลกระทบต่ออนาคตของ ชาน ทันที นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กองกลางมาดเข้ม ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้อนาคตของเขากับทีมเริ่มมืดมนลงเรื่อยๆ จริงๆ แล้วหาก ชาน ตัดสินใจที่จะอยู่กับ “เดอะ เร้ดส์” ต่อไป แน่นอนว่าเขาจะเป็นขุมกำลังสำคัญของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ และยิ่งในปัจจุบัน ลิเวอร์พูล กำลังมีพัฒนการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก ฉะนั้นหาก ชาน ยังสวมชุดสีแดงเพลิง เขาคงเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์ “หงส์แดง” ก็ได้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (บาร์เซโลน่า มกราคม 2018) หลังจากที่แยกทางกับ อินเตอร์ มิลาน ในเดือนมกราคม 2013 ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดของ ลิเวอร์พูล และเป็นขวัญใจมหาชนของสาวก “เดอะ ค็อป” อย่างรวดเร็ว ช่วงหลายปีที่อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ “คูตี้” ผลิตผลงานสุดยอดจนได้รับฉายา “พ่อมดน้อย” ส่งผลให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก โดยความสำเร็จในเรื่องฟอร์มการเล่นของ คูตินโญ่ เกิดขึ้นภายใต้การเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ และนั่นทำให้ บาร์เซโลน่า สนใจนักเตะจนนำไปสู่การพยายามที่จะคว้าตัวมาร่วมทีม เหตุการณ์ดราม่าที่สุดในเรื่องนี้ก็คือตอนที่ คูตินโญ่ เล่นให้กับทีมชาติบราซิล และยิงประตูได้พร้อมกับร้องไห้เป็นเด็กน้อย เนื่องจากผิดหวังที่ไม่ได้ย้ายไปอยู่กับบาร์ซ่าในช่วงซัมเมอร์ แต่สุดท้ายนักเตะก็สมหวังเมื่อ “หงส์แดง” ยอมปล่อยตัวในเดือนมกราคม 2018 นับตั้งแต่เพลย์เมกเกอร์ชาวบราซิเลียน ย้ายไปเล่นในคัมป์ นู ดูเหมือนเขาจะประสบความสำเร็จกับทีมในช่วงแรก แต่เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา คูตินโญ่ ไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจจากกุนซือเอร์เนสโต้ บัลเบรเด้ ทำให้ซัมเมอร์นี้นักเตะพยายามที่จะหาสโมสรใหม่ และสุดท้ายก็โบกมือลาไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ด้วยสัญญาลืมตัว จอร์ดอน ไอบ์ (บอร์นมัธ กรกฎาคม 2016) ปีกชาวอังกฤษ อาจจะไม่ได้มีศักยภาพระดับเดียวกับ คูตินโญ่ หรือ ชาน แต่แน่นอนว่าเขาคงมีอนาคตและพัฒนาฝีเท้าหากอยู่กับทีมต่อไป หลังจากที่ย้ายมาจาก วีคอมบ์ นักเตะต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของทีมก่อนจะก้าวขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2014-15 หลังจากนั้นใช้เวลากับการเล่นแบบยืมตัวกับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และ ดาร์บี้ เคาท์ตี้ ไม่นานนัก ไอบ์ ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเป็นแข้งสำคัญในฤดูกาล 2015-16 ไอบ์ ได้ลงเล่น 27 เกมในพรีเมียร์ลีก และ 41 แมตช์ในทุกรายการ รวมถึงการโชว์ฟอร์มจนคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ปะทะ เอฟเวอร์ตัน อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเชื่อว่าผลงานของตนควรได้เป็นตัวหลักอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เขาเลือกย้ายไปเล่นกับ บอร์นมัธ ด้วยสัญญา 5 ปี ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ไอบ์ ทำผลงานได้ดีจนติดทีมชาติอังกฤษ แต่ตอนนี้นักเตะต้องพบกับความยากลำบากในการเล่นให้ “เดอะ เชอร์รีส์” ไมเคิ่ล โอเว่น (เรอัล มาดริด สิงหาคม 2004) หนุ่มน้อยโอเว่นที่เกิดและเติบโตมากับ ลิเวอร์พูล โดยใช้เวลาค้าแข้งกับ “หงส์แดง” 13 ปี รวมถึงการเล่นให้ทีมในระดับเยาวชน 5 ฤดูกาล หัวหอกร่างเล็กความเร็วสูง ตะบันประตูในเกมพรีเมียร์ลีกไปเบาะๆ 118 ประตูจากการเล่น 216 แมตช์ ส่งให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นตำนานให้กับสโมสรและทีมชาติอังกฤษ โดยการเล่นให้ทัพ “สิงโตคำราม” นักเตะซัดไป 40 ประตู แน่นอนว่าในเวลานั้น โอเว่น ได้รับการคาดหมายว่าจะเก่งยิ่งกว่านี้ และมีสิทธิ์ช่วย ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม โอเว่น เกิดความเคืองขุ่นใจเกี่ยวกับอนาคตของเขากับต้นสังกัด ส่งผลให้เขาเลือกหักดิบด้วยการย้ายหนี “หงส์แดง” แบบช็อกสาวก “เดอะ ค็อป” ในช่วงซัมเมอร์ปี 2004 เพื่อไปเล่นให้กับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แถมค่าตัวแค่ 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) เท่านั้น การเล่นในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว นั้น โอเว่น ซัดไปเพียง 13 ประตูในซีซั่นเดียว ก่อนจะย้ายไปเล่นให้ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในปี 2005 ซึ่งเจ้าตัวเพิ่งออกมายอมรับในหนังสืออัตชีวประวัติเมื่อเร็วๆ นี้ว่าคิดผิดมหันต์ในอาชีพพ่อค้าแข้งที่มาเล่นในถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ลีดส์ พฤศจิกายน 2001) ดาวยิงเจ้าของฉายา “ก็อด” ซึ่งสาวก “เดอะ ค็อป” รู้สึกเป็นอย่างดีจากผลงานการตะบันประตูของ ฟาวเลอร์ ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่เล่นให้กับต้นสังกัด รวมถึง 9 ปีที่อยู่กับทีมเยาวชน ฟาวเลอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นตำนาน “หงส์แดง” อย่างรวดเร็ว ด้วยสถิติซัดประตูในพรีเมียร์ลีกไปเบาะๆ 120 ลูกจากการเล่น 236 แมตช์ แต่หลังจากที่เกิดรอยร้าวในใจกับ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ผู้จัดการทีม และ ฟิล ธอมป์สัน ผู้ช่วย ในปี 2001 ทำให้เจ้าตัวเลือกทิ้งถิ่นแอนฟิลด์ ในฤดูกาล 2001–2002 อย่างไรก็ตาม ฟาวเลอร์ ต้องพบกับความล้มเหลวในการเล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด โดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นก็ต้องลาสโมสรก่อนที่พวกเขาจะตกชั้น เพื่อไปเล่นกับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างไรก็ตาม นักเตะกลับมาเล่นให้ “เดอะ เร้ดส์” พร้อมกับยิงได้ 8 ประตู ฟาวเลอร์ ซึ่งติดทีมชาติอังกฤษ 26 แมตช์ ยังโยกไปเล่นให้ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส, นอร์ธ ควีนส์แลนด์ ฟูรี่, เพิร์ธ กลอรี่ และ เมืองทอง ยูไนเต็ด ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2012 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

มันชินี่ชี้อิตาลีไม่ง่ายแม้บุกสอยอาร์เมเนีย

โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือทีมชาติอิตาลี ชี้เป็นงานที่หินทีเดียว แม้ทีมบุกไปพลิกสอย อาร์เมเนีย ได้สำเร็จ 3-1 ระบุการที่คู่แข่งเหลือ 10 คน ยิ่งทำให้เล่นยากขึ้น โรแบร์โต้ มันชินี่ เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี เผยว่า ไม่ใช่งานง่ายเลยแม้แต่น้อยสำหรับทีมตน แม้สามารถบุกไปพลิกเอาชนะ อาร์เมเนีย 3-1 ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2020” รอบคัดเลือก กลุ่ม เจ นัดที่ 5 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา อาร์เมเนีย เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจากการยิงสุดเฉียบของ อเล็กซานเดร คาราเปเตียน ตั้งแต่นาทีที่ 11 ทว่านาทีที่ 28 อันเดรีย เบล็อตติ ก็ยิงให้ อิตาลี ตามตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จ จากนั้นนาทีที่ 45 สถานการณ์ของเจ้าถิ่นดูย่ำแย่ลงไปอีก เพราะต้องเหลือผู้เล่น 10 คน จากการที่ คาราเปเตียน ถูกไล่ออก หลังได้รับใบเหลืองที่สอง ครึ่งหลังเกมมาถึงนาทีที่ 77 อิตาลี พลิกเป็นฝ่ายขึ้นนำ 2-1 จากการโหม่งของ ลอเรนโซ่ เปลเลกรีนี่ ก่อนที่จะมาได้ประตูย้ำชัย 3-1 จาก เบล็อตติ เจ้าเก่าในนาทีที่ 80 ซึ่งชัยชนะนัดนี้ทำให้ทีมแชมป์โลก 4 สมัย รั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป ด้วยสถิติชนะ 100% จากการลงเตะ 5 นัด มี 15 คะแนน “ผมไม่รู้ว่า มันเป็นเกมที่ย่ำแย่ที่สุดของเราหรือเปล่า แต่ผมคงต้องบอกว่า มันเป็นเกมที่ยากลำบากมาก เพราะเกมง่ายๆ มันไม่มีจริงในวงการฟุตบอลทุกวันนี้ เราออกสตาร์ตได้ไม่ดี แถมยังเสียประตูก่อน แต่เราก็น่าจะกลับมาได้ก่อนจบครึ่งแรก” “ในทางกลับกัน ใบแดงของพวกเขากลับกลายเป็นสิ่งที่เล่นงานพวกเราด้วย เพราะทำให้ อาร์เมเนีย ต้องโฟกัสไปที่การเล่นเกมรับทั้ง 10 คน ซึ่งทำให้แทบไม่มีพื้นที่เล่นเลย เพราะถ้าเป็น 11 คนเท่ากับ พวกเขาก็คงจะเล่นเกมรุกมากกว่านี้” มันชินี่ เปิดใจหลังเกม เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ต้องแก้ด่วน! ปัญหาปืนฝืดของ แมนฯ ยูไนเต็ด

ความสุขสันต์จากการชนะ เชลซี 4-0 ในนัดเปิดฤดูกาล 2019-20 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ 3 นัดต่อมาพวกเขาสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเลย แบ่งเป็นการเสมอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-1, แพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้าน 1-2 และเจ๊ากับ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 ผลงานดังกล่าวทำให้แค่เริ่มซีซั่นนี้มา 4 นัด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีแต้มตามหลัง ลิเวอร์พูล คู่อริตัวฉกาจที่เป็นจ่าฝูงห่างถึง 7 แต้มเข้าไปแล้ว แน่นอน บรรดาแฟนบอล “ปีศาจแดง” ยอมรับดีอยู่แล้วว่าฤดูกาลนี้ยังเร็วเกินไปที่พวกเขาจะมีลุ้นแชมป์ลีก แต่เหล่า “เร้ด อาร์มี่” ก็ไม่คิดว่าทีมรักของพวกเขาควรจะมีผลงานย่ำแย่แบบนี้ตั้งแต่ตอนออกสตาร์ต ทั้งนี้ หลายคนมองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเก็บไปได้ 5 คะแนน เป็นเพราะเกมรุกของพวกเขาจบสกอร์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงแม้จะมีโอกาสทำประตูหลายครั้ง แต่มีบ่อยครั้งที่สุดท้ายแล้วบอลมันไม่เข้าไปนอนในก้นตาข่าย ซึ่งสถิติหลายอย่างมันบ่งชี้ว่าพวกเขามีปัญหาในการยิงจริงๆ ถ้าหากอ้างอิงจาก อ็อปต้า สื่อด้านบันทึกสถิติชื่อดังแล้วนั้น มันก็จะเห็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมที่มี “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของ พรีเมียร์ลีก ในตอนนี้ ด้วยจำนวน 7.4 ประตู เป็นรองเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอยู่ที่ 11.17 ประตู กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่อยู่ในระดับ 7.67 ลูกเท่านั้น ก่อนอื่นต้องขออธิบายเจ้าสถิติ “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” กันก่อน โดยมันคือสถิติที่ได้รับความนิยมสูงระดับหนึ่งในเมืองนอก ซึ่งมันก็คือสถิติที่บ่งบอกว่าตามความเป็นจริงแล้วทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูให้ได้ในระดับนั้นเป็นอย่างน้อย ยกตัวอย่างเช่นถ้าตัวเลขอยู่ที่ 12 มันก็หมายความว่าทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูได้ 12 ลูกเป็นอย่างต่ำ และถ้าน้อยกว่านั้นก็ถือว่าพวกเขาไม่มีความเฉียบขาดมากพอ ทั้งนี้ ปัจจัยที่เอามาคำนวณเป็น “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” ก็คือความง่ายของการยิง ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือถ้าเป็นลูกยิงเผาขน หรือได้ยิงในระยะกับมุมที่ดี ตัวเลขก็จะสูง เพราะมัน “ควรจะเป็นประตู” แต่ถ้าเป็นการยิงไกล หรือโดนคู่แข่งขวางเอาไว้เยอะ ตัวเลขก็จะต่ำลงไป เพราะมัน “ดูแล้วไม่น่าจะเป็นประตูได้” โดยมันยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เอามาพิจารณาด้วย อย่างเช่นเท้าที่ใช้ยิง เป็นต้น ตัวเลข 7.4 ในด้านนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีการตั้งเกมขึ้นมาได้ดี และมีจังหวะผ่านบอลสวยๆ จนทำให้คนที่ยิงอยู่ในมุมที่ควรจะส่งบอลเข้าไปนอนในก้นตาข่ายได้หลายครั้ง แต่ถึงกระนั้น พวกเขากลับยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายหน และทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ไม่เคยยิงเกิน 1 ลูกต่อ 1 เกมได้เลย นับตั้งแต่ที่เคยทำไป 4 ลูกในเกมกับ เชลซี แน่นอนว่าคนที่โดนเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด เพราะดาวเตะชาวอังกฤษได้รับบทบาทเป็นกองหน้าตัวเป้าของทีมอย่างเต็มตัว ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ตั้งใจที่จะปลุกปั้นให้ แรชฟอร์ด เป็นยอดกองหน้าตัวเป้าให้ได้ โดยว่ากันว่าเขาลงทุนซ้อมให้ แรชฟอร์ด เป็นพิเศษเลย อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าจนถึงตอนนี้ แรชฟอร์ด ยังไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังของอดีตยอดดาวยิงชาวนอร์เวย์ได้ดีเท่าที่ควร จริงอยู่ว่าเขาทำได้ 2 ลูกในเกมกับ เชลซี แต่หลังจากนั้นกลับยิงเพิ่มไม่ได้เลย แถมยังยิงตรงกรอบได้เพียงแค่ 5 หน จาก 16 นัดเท่านั้น การจะแสดงให้เห็นว่า แรชฟอร์ด ยิงได้แย่มันไม่จำเป็นถึงขนาดต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบกับยอดแนวรุกของทีมอื่น อย่างเช่น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แข้งคนดังของ ลิเวอร์พูล, เซร์คิโอ อเกวโร่ หัวหอก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ศูนย์หน้าอาร์เซน่อล หรือ แฮร์รี่ เคน กองหน้าท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เลย แค่เปรียบเทียบกับ แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งของ เชลซี ก็พอจะเห็นได้ชัดถึงเรื่องนั้นแล้ว เพราะ อับราฮัม ยิงตรงกรอบได้ 5 ครั้ง จากทั้งหมด 11 หน และถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ดีกว่า แรชฟอร์ด ด้วย จริงอยู่ว่านี่ยังเป็นเพียงช่วงต้นฤดูกาลเท่านั้น และ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีเวลาปรับปรุงการจบสกอร์ของพวกเขาอยู่ แต่มันก็ต้องรีบแก้ไขได้แล้ว ถ้าหากว่าพวกเขาไม่อยากอดได้โควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เบล็อตติ’ เบิ้ล!อิตาลีเฮ5นัดรวดหลังอัดแซงอาร์เมเนีย10คนคัดยูโร

อันเดรีย เบล็อตติ กดสองตุงช่วย “อัซซูรี่” เก็บชัย 5 นัดรวดหลังอิตาลี ไล่ยิงแซงเจ้าถิ่น อาร์เมเนีย ที่เหลือผู้เล่น 10 คนท้ายครึ่งแรกไป 3-1 ในศึกฟุตบอล ชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เจ) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เจ) วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 อาร์เมเนีย 1 – 3 อิตาลี สนาม : วาซเก้น ซาร์จสยาน ทีมชาติอาร์เมเนียประเดิมด้วยความพ่ายแพ้ 2 นัดแรก แต่ยังมาแก้ตัวเก็บชัยได้ใน 2 นัดหลัง ทำให้ยังไม่หมดหวังเข้ารอบซะทีเดียว ด้าน ”อัซซูรี่” อิตาลี ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมทีเดียว ชนะมา 4 นัดรวด รั้งเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม เริ่มเกมมาได้เพียง 11 นาทีกลับเป็น อาร์เมเนีย ที่ออกนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะตัดบอลได้ของเจ้าถิ่นกว่าครึ่งสนามโดย ทิกราน บาร์เซกห์ยาน แล้วกระชากบอลจี้เข้าหาแดนอิตาลีก่อนจ่ายออกไปให้ อเล็กซานเดร คาราเพเทียน ที่วิ่งฉีกไปรับบอลทางฝั่งขวาแล้วซัดแบบไม่จับไปทางเสาไกลบอลพุ่งเสียบโคนเสาเข้าไปอย่างสวยงาม แต่อิตาลีที่โหมเกมบุกได้มากกว่ามาตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 26 เป็น เอเมอร์สัน ที่หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งซ้ายหักหลอกแผงหลังเจ้าบ้านหนึ่งจังหวะก่อนบรรจงเปิดบอลลอยข้ามหัวแข้งอาร์เมเนียเลยไปที่จุดนัดหมายให้ อันเดรีย เบล็อตติ ยืนแปด้วยเท้าขวาโล่งๆ ระยะไม่ถึง 5 หลายัดเยียดบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายได้สำเร็จ ช่วงชดเชยเวลานาทีที่ 45+1 อาร์เมเนีย เหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ อเล็กซานเดร คาราเพเทียน ถูกใบเหลืองที่สองกลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามจากจังหวะขึ้นเบียดโหม่งแล้วไปใช้มือจงใจฟาดเข้าใส่หน้า เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กองหลังอิตาลี จบครึ่งแรก อิตาลี ไล่เสมอ อาร์เมเนีย 1-1 แถมได้เปรียบตัวผู้เล่นเมื่อเจ้าถิ่นต้องลงมาดวลครึ่งหลังเพียง 10 คนเท่านั้น มาต่อครึ่งหลัง ทัพ “อัซซูรี่” ที่ได้เปรียบตัวผู้เล่นและครองเกมบุกได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดกว่าจะได้ประตูแซงนำ 2-1 ก็ปาไปนาทีที่ 77 จากจังหวะเปิดบอลยาวทางฝั่งขวาเกือบ 40 หลาของ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ยัดเข้าไปในกรอบเขตโทษอาร์เมเนีย และเป็น ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ ตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมาในครึ่งหลังวิ่งโฉบเข้าโขกบอลลงพื้นเข้าประตูไปอย่างสวยงาม อารัม อายราเพทยาน ผู้รักษาประตูอาร์เมเนียพยายามพุ่งปัดแต่ไม่ถึง อิตาลี มาได้ประตูย้ำชัย 3-1 นาทีที่ 80 สเตฟาโน่ เซนซี่ เลี้ยงจี้เข้าหากรอบเขตโทษอาร์เมเนียก่อนส่งบอลยัดไปให้ อันเดรีย เบล็อตติ ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวบังบอลแล้วพลิกตัวกดด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งแรงมุดโคนเสาแรกเข้าไป โดย อารัม อายราเพทยาน นายด่านเจ้าถิ่นได้เพียงรับโดยปลายมือเท่านั้น จบเกม อิตาลี บุกมาอัดแซง อาร์เมเนีย ที่เหลือ 10 คนไป 3-1 พร้อมเก็บชัย 5 นัดรวดรั้งจ่าฝูงกลุ่ม เจ ขณะที่ อาร์เมเนีย ต้องลุ้นต่อไป รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม อาร์เมเนีย (4-2-3-1) : อารัม อายราเพทยาน – โฮฟานเนส ฮัมบาร์ดซุมยาน, วารัซดาท ฮาโรยาน, อังเดร คาลิซีร์, คาโม โฮฟวานนิสยาน – อาร์ตัค กริกอร์ยาน (รัมยาน ฮอฟเซฟยาน น.57), คาร์เลน มเคียร์ชยาน – ทีกราน บาร์เซกห์ยาน (ซาร์กิส อดัมยาน น.57), เฮนริค มคิทาร์ยาน, เจวอร์ก กาซาร์ยาน (เอ็ดการ์ บาบายาน น.82) – อเล็กซานเดร คาราเพเทีย อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, อเลสซิโอ โรมันโนลี่, เอเมอร์สัน – นิโกโล่ บาเรลล่า (สเตฟาโน่ เซนซี่ น.69), จอร์จินโญ่, มาร์โก แวร์รัตติ – เฟเดริโก้ เคียซ่า (ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ น.61), อันเดรีย เบล็อตติ, ฟิลิปโป้ แบร์นาร์เดสคี่(เควิน ลาซากน่า น.83) ผู้ตัดสิน : ดาเนียล เซียเบิร์ต (เยอรมัน) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th